black laptop computer beside white ceramic mug on brown wooden table

ทำไม Data Analytics ถึงสำคัญใน Ecommerce?

Big Data, Data Strategy, Headline By ก.ย. 10, 2023 No Comments

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน! ถ้าคุณกำลังดำเนินธุรกิจ Ecommerce อยู่ หรือเป็นคนที่สนใจในด้านนี้ คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Data Analytics” หรือ “การวิเคราะห์ข้อมูล” มาบ้างแล้ว ในบทความนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจ Ecommerce ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณรุ่งเรืองขึ้นอย่างไร

การวิเคราะห์ข้อมูลไม่เพียงแต่ช่วยให้เรารู้ว่าลูกค้าของเราชอบอะไร หรือว่าโฆษณาแบบไหนที่เหมาะสมที่สุด แต่ยังช่วยให้เรารู้ถึง “ปัญหา” และ “โอกาส” ที่อาจจะเกิดขึ้นในธุรกิจของเรา หากคุณพร้อมแล้ว ก็ขอเชิญตามมาคุยกันเถอะครับ!

ประโยชน์ของการนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปใช้ในธุรกิจ

การปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า

การทราบข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันให้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น หากคุณพบว่าผู้ใช้บ่อยครั้งที่จะออกจากหน้ารถเข็น คุณอาจต้องปรับปรุงการออกแบบหรือ UX ให้ง่ายขึ้น

การส่งมอบข้อเสนอและโปรโมชั่นที่โดนใจลูกค้า

ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า สามารถใช้ในการสร้างข้อเสนอหรือโปรโมชั่นที่เฉพาะเจาะจงและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ให้ตรงใจลูกค้า และมีการซื้อเกิดขึ้นมากที่สุด

เพิ่มประสิทธิภาพของการตลาด

การทราบถึงช่องทางที่ลูกค้ามาที่คุณ หรือวิธีที่เขาม interact กับแบรนด์ของคุณ จะช่วยให้คุณสามารถปรับแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ

ข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจที่มีความเสี่ยงน้อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการลงทุน การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการปรับแผนการตลาด

เพิ่มการแข่งขัน

ในยุคที่ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ธุรกิจที่สามารถวิเคราะห์และใช้ข้อมูลในการดำเนินงานจะมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่า

การนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปใช้มีประโยชน์หลายอย่างในการพัฒนาธุรกิจ จะเป็นการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า การส่งเสริมการขาย หรือเพิ่มประสิทธิภาพของการตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ Google Analytics ในยุค Cookieless สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

person using macbook pro on black table

เครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้า Online ที่มีความนิยมและใช้กันมากที่สุดคือ Google Analytics ซึ่งในยุคที่ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลกำลังรับความสนใจอย่างมาก การใช้ cookies เพื่อติดตามพฤติกรรมของลูกค้าอาจจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ซึ่ง Google Analytics ได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเครื่องมือให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ แม้ในยุคที่ไม่ใช้ cookies หรือ “Cookieless” ไปดังนี้:

First-Party Data และ Data Layer

Google Analytics ยังคงสามารถใช้ First-Party Data หรือข้อมูลที่มาจากผู้ใช้โดยตรงผ่าน Data Layer ได้ ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องใช้ cookies ในการเก็บรวบรวม และยังสามารถใช้ในการสร้างประสบการณ์ที่ส่วนบุคคลได้

Google Analytics 4 (GA4)

Google Analytics 4 หรือ GA4 นั้นถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับการวิเคราะห์ในยุค Cookieless โดยเฉพาะ มันเน้นไปที่เรื่องของ Machine Learning และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้

Server-Side Tracking

การติดตามข้อมูลผ่าน server-side สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ cookies ซึ่งให้ข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุมมากขึ้น แต่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

การใช้ API ในการเก็บข้อมูล

การใช้ API สำหรับการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ Google Analytics ให้ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถใช้ได้ในยุค Cookieless

Consent Mode

Google Analytics มีฟีเจอร์ Consent Mode ที่ช่วยในการจัดการความยินยอมของผู้ใช้ในเรื่องของการเก็บข้อมูล ทำให้สามารถปรับการติดตามข้อมูลได้ตามว่าผู้ใช้ยินยอมหรือไม่

การเข้าใจว่า Google Analytics สามารถทำอะไรได้ในยุคที่ไม่ใช้ cookies จะช่วยให้คุณวางแผนและปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น และยังให้คุณมีความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าแบบที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

เครื่องมืออื่น ๆ ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

Mixpanel

Mixpanel ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ได้เป็นลึก โดยเก็บข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และอนุญาตให้คุณสร้างสินค้าที่แตกต่างออกไป

Adobe Analytics

Adobe Analytics เป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Experience Cloud และมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียด ปรับแต่งได้ตามความต้องการของธุรกิจ

Hotjar

Hotjar ให้บริการเครื่องมือสำหรับ Heatmaps, Visitor Recordings, และ Surveys ที่ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมและความคิดเห็นของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

Crazy Egg

Crazy Egg ให้บริการ Heatmaps และ A/B Testing ซึ่งสามารถใช้ในการวิเคราะห์เว็บไซต์ และปรับปรุง UX/UI อย่างมีประสิทธิภาพ

Qualaroo

Qualaroo เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างแบบสอบถามที่มีความเฉพาะเจาะจงและความรู้สึกของผู้ใช้ และมันยังมี NLP สำหรับการวิเคราะห์คำตอบ

Segment

Segment เป็นโพรต็อกอลสำหรับการส่งข้อมูลของผู้ใช้ไปยังเครื่องมืออื่น ๆ หรือ Data Warehouse ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มข้อมูลโดยไม่ต้องเปลี่ยนโค้ด

Customer.io

Customer.io ช่วยให้คุณสร้างข้อความแบบส่วนบุคคลและสร้างเรื่องราวจากข้อมูลที่คุณมี ซึ่งสามารถทำให้เครื่องมือนี้ปรับแต่งได้ในรูปแบบมากมาย

การเลือกใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าจะขึ้นอยู่กับความต้องการ งบประมาณ และความสามารถในการจัดการข้อมูล การใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตลาดของคุณได้

KPIs ที่ควรเลือกในธุรกิจ E-commerce

turned on monitoring screen

การวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ E-commerce ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่การเลือกใช้ KPI (Key Performance Indicators) ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้คุณติดตามและประเมินผลได้เป็นอย่างดี ดังนี้เป็นตัวอย่างของ KPIs ที่ควรจะใช้ในธุรกิจ E-commerce:

1. Conversion Rate

หมายถึงอัตราการแปลงของผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ ถ้าเปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าชมที่ทำรายการซื้อสูง คุณอาจจะแปลว่าเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพ

2. Average Order Value (AOV)

หมายถึงมูลค่าเฉลี่ยของคำสั่งซื้อ การที่ AOV สูงอาจหมายความว่า คุณสามารถขายสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นหรือขายสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

3. Customer Lifetime Value (CLV)

คือ มูลค่าเฉลี่ยที่ลูกค้าจะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจในระยะเวลาที่เป็นลูกค้าของคุณ

4. Bounce Rate

หมายถึงอัตราการที่ผู้เข้าชมออกจากเว็บไซต์ของคุณโดยไม่ได้ทำการคลิกไปหน้าอื่น ถ้าอัตราการ Bounce Rate สูง อาจแปลว่าเว็บไซต์ของคุณอาจจะไม่ดึงดูดความสนใจ

5. Traffic Sources

การทราบแหล่งที่ผู้คนหาเว็บไซต์ของคุณมาจะช่วยคุณในการปรับแผนการตลาด ตัวอย่างเช่น ถ้าคนหาได้จาก Google อาจแปลว่า SEO ของคุณดี

6. Churn Rate

เป็นตัววัดในการหาอัตราการที่ลูกค้าหยุดใช้บริการหรือซื้อสินค้าของคุณ ถ้าอัตรา Churn สูง อาจแปลว่าคุณจำเป็นต้องปรับปรุงคุณภาพของบริการหรือสินค้า

7. Net Promoter Score (NPS)

เป็นการวัดความพึงพอใจของลูกค้า และถามว่าพวกเขามีโอกาสจะแนะนำสินค้าหรือบริการของคุณให้กับคนอื่น ๆ หรือไม่

8. Customer Retention Rate

คืออัตราการที่คุณสามารถเก็บรักษาลูกค้าที่มีอยู่ให้ยังคงซื้อสินค้าหรือใช้บริการของคุณ

9. Cost Per Acquisition (CPA)

เป็นต้นทุนที่ใช้ในการได้มาซึ่งลูกค้าหนึ่งราย ถ้า CPA สูง อาจแปลว่าคุณต้องคิดค้นวิธีใหม่ในการดึงดูดลูกค้า

10. Cart Abandonment Rate

เป็นอัตราการที่ผู้ใช้งานเพิ่มสินค้าเข้าไปในรถเข็น แต่ไม่ได้ทำการชำระเงิน

11.ค่า Customer Acquisition Cost (CAC)

สัมประสิทธิ์นี้ช่วยให้คุณเห็นค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เพื่อทำให้ได้ลูกค้าคนใหม่ โดยอ้างถึงการโฆษณา โปรโมชั่น และอื่น ๆ

12.Life Time Value ต่อ Customer Acquisition Cost (LTV:CAC)

การวัดค่า LTV และ CAC ในรูปของอัตราส่วนจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณการตลาดของคุณ

สรุป

การเลือก KPIs ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจ E-commerce ของคุณจะช่วยให้คุณสามารถวัดและประเมินผลประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแปลงข้อมูล การเก็บรักษาลูกค้า หรือความคุ้มค่าของการลงทุนในการตลาด ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและความสำเร็จในระยะยาว

ความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้า (Customer Behavior) และ การปรับแต่งเนื้อหาส่วนบุคคล (Personalization) ใน Ecommerce

Marketing, Personalization

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว หากเราเริ่มเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้เรานำข้อมูลไปต่อยอดเพื่อทำการตลาดแบบ Personalization และยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมได้อีกด้วย

การติดตามพฤติกรรมการคลิกของลูกค้า

การใช้ Heatmap เพื่อติดตามพื้นที่ที่ลูกค้าคลิกบ่อยที่สุดในเว็บไซต์ของคุณจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้งานของพวกเขา จากข้อมูลนี้ คุณสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้ใช้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การเสนอสินค้าแนะนำ

บางเว็บไซต์มีระบบการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึงกันเมื่อลูกค้าดูหรือซื้อสินค้าแล้ว การทำแบบนี้ช่วยให้การประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น และยังเพิ่มโอกาสในการขายของคุณด้วย

การส่งอีเมล์ส่วนบุคคล

การส่งอีเมล์ที่ปรับแต่งตามพฤติกรรมของผู้ใช้ หรือตามสินค้าที่เขาหรือเธอมีความสนใจ จะเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการของคุณอีกครั้ง อีเมล์เหล่านี้อาจจะรวมถึงโปรโมชั่น ส่วนลด หรือข้อมูลสินค้าที่เขาหรือเธออาจจะสนใจ

การใช้ Chatbot ในการตอบคำถามและแนะนำสินค้า

Chatbots สามารถถูกโปรแกรมไปยังการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า และให้คำแนะนำหรือตอบคำถามต่างๆ อย่างรวดเร็ว การใช้ Chatbot อย่างมีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณ

การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการทำการตลาด

โดยใช้ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้ไว้ อาทิ วันเกิด ความชอบ สถานะสมาชิก คุณสามารถสร้างโปรโมชั่นหรือข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงให้กับผู้ใช้แต่ละคนได้ การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มโอกาสในการขาย แต่ยังจะสร้างความผูกพันจากลูกค้าด้วย

การคำนึงถึงพฤติกรรมของลูกค้าและการปรับแต่งเนื้อหาส่วนบุคคลให้เหมาะสมสำคัญมากในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจของคุณเด่นขึ้นและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาด

A/B Testing ในธุรกิจ Ecommerce:

อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการทำ A/B Testing ที่เป็นการทดลองวิธีการต่าง ๆ เพื่อดูว่าอะไรที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น

ทดสอบสีของปุ่ม “เพิ่มลงในตะกร้า”

หนึ่งในคำถามที่มักจะถามในธุรกิจ Ecommerce คือ “สีของปุ่ม ‘เพิ่มลงในตะกร้า’ ควรจะเป็นสีอะไร?” โดยที่คุณอาจจะมีข้อมูลว่าสีแดงนั้นสร้างความสนใจ แต่ลูกค้าจริงๆ นั้นกลับไม่คลิก การทดสอบ A/B ในสถานการณ์นี้ก็คือ การเปรียบเทียบปุ่มสีแดงกับปุ่มสีอื่น ๆ อาจจะเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงิน

ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงรีวิวสินค้า

รีวิวสินค้าเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการขาย อย่างไรก็ตาม รูปแบบการแสดงรีวิวอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า การทดสอบ A/B ในกรณีนี้อาจจะรวมถึงการเปรียบเทียบระหว่างรีวิวที่มีรูปภาพและไม่มีรูปภาพ หรือการใช้ระบบการให้คะแนนดาวห้าดาวเทียบกับเปอร์เซ็นต์

การใช้แบนเนอร์โปรโมชั่น

โปรโมชั่นและส่วนลดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดขาย แต่การวางแบนเนอร์โปรโมชั่นที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเว็บไซต์ดูรก ทดสอบ A/B ในที่นี้อาจจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างการใช้แบนเนอร์ขนาดใหญ่ที่ดังที่สุดของหน้าเว็บ เทียบกับแบนเนอร์ขนาดเล็กที่วางอยู่ที่มุมของหน้าเว็บ

เห็นไหมว่า A/B Testing นั้นสามารถทำให้คุณรู้ว่าไหนที่เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจของคุณสำเร็จยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการขาย อัตราการคลิก หรือความพึงพอใจของลูกค้า จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม A/B Testing ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจ Ecommerce ในยุคดิจิทัลนี้

ตัวอย่างบริษัทที่ใช้ Data Analytics ในธุรกิจ Ecommerce

เมื่อพูดถึงการใช้ KPIs ในธุรกิจ E-commerce มีบริษัทหลายแห่งที่ได้ประสบความสำเร็จจากการนำตัวชี้วัดนี้ไปใช้ ดังนี้เป็นบางตัวอย่าง:

1. Amazon

  • KPIs ที่ใช้: Conversion Rate, AOV, CLV, NPS
  • วิธีใช้: Amazon ใช้ Conversion Rate ในการปรับปรุงการแนะนำสินค้าและหน้าแสดงผลเพื่อเพิ่มการซื้อขาย นอกจากนี้ Amazon ยังใช้ NPS ในการวัดความพึงพอใจของลูกค้า

2. Shopify

  • KPIs ที่ใช้: Customer Retention Rate, Traffic Sources, CPA
  • วิธีใช้: Shopify ใช้ KPIs ในการติดตามผลของแคมเปญตลาดและปรับโซลูชันให้เหมาะสมกับลูกค้าของพวกเขา

3. ASOS

  • KPIs ที่ใช้: Bounce Rate, Cart Abandonment Rate, Churn Rate
  • วิธีใช้: ASOS ใช้ Bounce Rate และ Cart Abandonment Rate ในการวิเคราะห์หน้าเว็บและขั้นตอนการชำระเงินเพื่อให้สะดวกสบายและเพิ่ม Conversion Rate

4. eBay

  • KPIs ที่ใช้: Average Order Value, Conversion Rate, Traffic Sources
  • วิธีใช้: eBay ใช้ AOV และ Conversion Rate ในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ขายและผู้ซื้อ โดยผ่านการปรับแต่งระบบแนะนำสินค้าและการประมูล

5. Zalando

  • KPIs ที่ใช้: Customer Lifetime Value, Cost Per Acquisition, NPS
  • วิธีใช้: Zalando ใช้ CLV และ CPA ในการวัดประสิทธิภาพของโปรแกรมสะสมคะแนนและโปรโมชันอื่น ๆ

เหล่าบริษัทนี้ใช้ KPIs ในการตัดสินใจทางธุรกิจ และใช้ข้อมูลที่ได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและปรับแต่งกลยุทธ์ต่าง ๆ ของตนเอง การทราบถึงและเลือกใช้ KPIs ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จในยาวนาน

บทสรุป

การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจ E-commerce ไม่ได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนหรือยากเข้าใจมากนัก ถ้าคุณรู้จักวิธีการเลือกและใช้ KPIs ที่เหมาะสม จากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย เช่น Amazon, Shopify, ASOS, eBay, และ Zalando ที่เราได้กล่าวถึง คุณสามารถนำเอาแนวทางและเทคนิคที่พวกเขาใช้ไปปรับใช้ในธุรกิจของคุณเอง นอกจากนี้การเข้าใจในเรื่องของ A/B Testing, Customer Behavior, Personalization และการเก็บข้อมูลในยุคที่ไม่ใช้คุกกี้ ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและควรจะได้รับความสนใจ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้น หรือเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่แล้ว การใช้ KPIs และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าของคุณได้ยิ่งขึ้น และนั่นทำให้คุณสามารถสร้างสรรค์และปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น

หากคุณชอบเนื้อหาที่เราได้นำเสนอในวันนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและอัปเดตต่าง ๆ จากเรา มีข้อมูลและเคล็ดลับใหม่ ๆ มากมายที่รอคุณอยู่!

รับรองว่าไม่เสียเวลาของคุณ เพราะทุกข้อมูลที่เราให้ คือข้อมูลที่จะทำให้ธุรกิจของคุณยิ่งใหญ่!

หากคุณไม่ต้องการพลาดข่าวสารและเทคนิคที่น่าสนใจ อย่าลืมสมัครรับข่าวสารจากเราด้านล่างได้เลย!

Author

Data Engineer, Data Strategist, Data Analyst, Data Scientist

No Comments

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *